โลกโซเชียล » 100 ข้อควรรู้ !! ก่อนทำโฆษณาหาลูกค้าบน Facebook

100 ข้อควรรู้ !! ก่อนทำโฆษณาหาลูกค้าบน Facebook

10 กันยายน 2019
22   0

100 ข้อควรรู้ !! ก่อนทำโฆษณาหาลูกค้าบน Facebook

1. โฆษณา Facebook คิดค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Impression และเป็นระบบประมูลแข่งกัน ดังนั้นพอมีคู่แข่งเยอะ ราคาก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย

2. ปัจจุบัน Organic Reach สำหรับ Business Page หรือการเข้าถึงปกติลดลงมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2011

3. เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Facebook มีกำไรมากขึ้น 2 เท่า โดยที่ไม่ได้มี User เพิ่มมากขึ้น 2 เท่า นั่นหมายถึงคนทุ่มงบในการโฆษณาเพิ่มขึ้น

4. ปีนี้เป็นปีแรกทีมูลค่าโฆษณาออนไลน์มากกว่าออฟไลน์ หมายความว่าเจ้าใหญ่ที่มีทุนมากมาย กำลังโยกงบจากออฟไลน์มาออนไลน์ ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ค่าโฆษณาเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอีก

5. 84% ของมูลค่าโฆษณาออนไลน์มาจาก Facebook และ Google

6. อยากได้ผลลัพธ์แบบไหน ให้เลือกวัตถุประสงค์ในการลงโฆษณาแบบนั้น อยากได้ยอดขายให้เลือก Conversion อยากให้คนดูวิดีโอเลือกวิดีโอ อยากให้คนส่งข้อความมาหาให้เลือกลงโฆษณาแบบข้อความ ไม่มีทางที่เลือก Video View แล้วจะได้ยอดขายบนเว็บไซต์มากกว่าการเลือก Conversion เพราะระบบ Facebook ออกแบบวัตถุประสงค์มาให้เราเลือกที่จะนำส่งโฆษณาของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากที่สุด

7. โฆษณา Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายประชากรศาสตร์ได้แม่นยำและทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก

8. สิ่งที่ทำให้ Facebook ทรงประสิทธิภาพในการลงโฆษณาคือ Pixel

9. Pixel เปรียบเสมือนเด็กน้อยที่คุณต้องค่อยๆป้อนข้อมูลให้ และพอคุณป้อนข้อมูลให้มากๆ เค้าจะฉลาดและเก่งขึ้น จนช่วยเหลือคุณได้แบบน่าแปลกใจ

10. หากคุณขายสินค้าผ่าน Messenger คุณจะไม่สามารถใช้พลังของ Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณไม่ได้ให้ Account ของคุณเรียนรู้เรื่อง Pixel

11. สร้าง Asset Account ไว้เพื่อเก็บ Audience และแชร์ Audience ให้กับบัญชีโฆษณาเพราะคุณไม่รู้ว่าบัญชีโฆษณาของคุณจะถูกปิดเมื่อไร และหากบัญชีถูกปิด คุณก็สามารถแชร์ Audience ไปยังบัญชีใหม่ได้ทันที

12. อย่าใช้บัตรเครดิตเดียวกันกับทุกบัญชีโฆษณา เพราะถ้าหากคุณโดนแบนบัญชีเมื่อไร Facebook จะดูว่าคุณใช้บัตรนี้กับบัญชีใดบ้าง

13. หากถูกปิดบัญชีโฆษณา การร้องขอคืนเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากมาก และใช้เวลาแนะนำให้สร้างบัญชีใหม่และแชร์ Audience มาเพื่อให้ลงโฆษณาทันที

14. เวลาจ้าง Agency หรือ Freelance อย่าให้พวกเค้าลงโฆษณาหลังบ้านแต่ให้เค้าสร้างบัญชีใหม่และแชร์ Audience ไปให้พวกเค้าแทน

15. Interest, Custom Audience และ Lookalike เป็นรูปแบบนึงในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย คุณต้องเข้าใจการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบนี้เพราะเป็นพื้นฐาน

16. อย่าลงโฆษณาจาก Reach ไป Engagement และไป Conversion เพราะคุณจะเสียค่าโฆษณาเป็นจำนวนมากจากการกระทำแบบนี้ ยกเว้นแต่ว่าคุณมีฐานลูกค้าประมาณ 10,000 คน และจำหน่ายสินค้าที่กำไรสูงมาก และคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างเพื่อเพิ่มยอดขายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

17. Lookalike คือการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกลุ่มที่คุณสนใจ ดังนั้นหากคุณต้องการยอดขายให้สร้าง Lookalike จากกลุ่มคนที่ซื้อสินค้าของคุณ โดยยิ่งมีข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งดี ขั้นต่ำแนะนำให้เป็น 1,000 แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำเป็น 10,000

18. เวลาลงโฆษณา Lookalike อย่าเลือกลงกลุ่มเป็น LAL1%, LAL1-2%, LAL3% แต่แนะนำให้ลงเป็น LAL1%, เพราะถ้าคุณ exclude 1% ไป คุณกำลังบอก Facebook ว่าให้ไปหาคนที่คล้ายๆกับกลุ่มลูกค้าของคุณโดยที่ไม่เอากลุ่มที่เหมือนที่สุด 1% ซึ่งทำให้การสุ่มโฆษณาออกไปหาลำบาก

19. ลงโฆษณาแบบ Conversion ก็ต้องเลือก Interest ไม่ใช่ลงโฆษณาแบบ Conversion แล้วไม่ต้องใส่ Interest

20. ทุกครั้งที่ลงโฆษณาแบบ Conversion ให้ใส่มูลค่าของสินค้าไว้ด้วย เพื่อที่ Facebook จะได้เรียนรู้ว่าคุณคุ้มทุนหรือไม่

21. หยุดตามหากลุ่มเป้าหมายที่ขายดีเช่น Online Shopping หรือนักช็อปออนไลน์ คุณต้องทดสอบข้อมูลต่างๆด้วยตัวคุณเอง

22. หากวันนี้คุณมีงบลงโฆษณา Facebook วันละ 100-200 บาท คุณอาจจะไม่เหมาะกับแพลตฟอร์มนี้ ณ ตอนนี้ ผมแนะนำให้ไปลงขายสินค้าตาม Market Place ต่างๆเช่น Lazada, Shoppee หรือโพสต์ขายตามกลุ่มต่างๆบน Facebook

23. ถ้าวันนี้งบโฆษณาไม่เยอะยังไม่ต้องแบ่งกลุ่ม Exclude ต่างๆมาก เพราะจะทำให้ Facebook สับสน

24. อย่ากดบูสโพสต์หรือลงโฆษณาจากหน้าบ้าน เพราะคุณจะไม่สามารถปรับการตั้งค่าอื่นๆได้มาก

25. สิ่งสำคัญในการลงโฆษณา Facebook ให้ประสบความสำเร็จมี 3 ส่วนคือกลุ่มเป้าหมาย, ข้อความ และรูปภาพหรือวิดีโอ หากวันนี้ลงโฆษณาแล้วไม่ประสบความสำเร็จให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพลาดสิ่งใดใน 3 ข้อนี้

26. หากคุณพึ่งเริ่มต้นธุรกิจ อย่าพึ่งลงโฆษณา Facebook ตั้งแต่เดือนแรก ให้โพสต์คอนเท้นต์วันละ 1 คอนเท้นก่อน อย่าใจร้อนรีบลงโฆษณา คุณต้องหาให้เจอว่าโพสต์ไหน ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย และเริ่มเรียนรู้ที่จะทำโฆษณาจากคอนเท้นนั้น

27. เก็บรายชื่อผู้มุ่งหวังก่อนเสมอ เพราะถ้าอนาคตราคาค่าโฆษณาสูงขึ้น 10 – 50 เท่า คุณจะได้มีรายชื่อเอาไว้ไปส่งอีเมลล์ หรือส่งข้อความ SMS ต่างๆฟรี

28. Facebook ปรับเปลี่ยนกฎตลอดเวลา ดังนั้นคุณต้องเข้าใจว่ากฎอะไรที่อัพเดตใหม่ และบางครั้งเทคนิคเดิมก็อาจจะไม่ได้เวิร์คตลอดไป

29. Facebook เป็นบ้านเช่า เพราะทั้ง Follower หรือคนที่ Subscribe บนเพจของคุณ คุณไม่สามารถ Export ไปใช้ในที่ต่างๆได้ ดังนั้นระยะยาวจำเป็นต้องเตรียมการสร้างบ้านของคุณเอง

30. ความรู้เบื้องต้นในการลงโฆษณา Facebook แบบฟรีมีมากมายใน YouTube และ Blog หากท่านพึ่งเริ่มต้น ลองศึกษาข้อมูลฟรีก่อนแล้วเริ่มลงมือทำ หลังจากนั้นค่อยหาแนวทางการต่อยอด

31. การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้จากการลงมือทำ และเวลาเจองานยากบางครั้งเช่นการติดโค๊ด อย่าเสียเวลาทำเองหมดให้ลองหาจ้างโปรแกรมเม่อร์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาท

32. หากคุณพึ่งเริ่มเรียนรู้การลงโฆษณา คุณควรเผื่อใจล้มเหลวในการลงโฆษณาอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะการลงโฆษณาปัจจุบันยากกว่าเมื่อปี 2011 มาก

33. อย่าโฟกัสที่เทคนิคสายดำ แต่ให้ศึกษาการทำแบบถูกต้องเพื่อความเข้าใจ และรันธุรกิจได้ในระยะยาว

34. ทุกข้อมูลไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนมีประโยชน์เสมอ ลองมองข้อมูลดีๆ

35. เวลาจะเพิ่มงบโฆษณาให้เพิ่มทีละ 50% และถ้าเพิ่มแล้วเริ่มไม่ได้กำไร ให้ย้อนกลับไปในจุดก่อนที่เราเพิ่มมา

36. สิ่งสำคัญในการปรับแต่งโฆษณา Facebook คือเปิดตัวที่ใช่ และปิดตัวที่ไม่

37. เวลาต้องการเพิ่มงบของกลุ่มโฆษณา ถ้าไม่รีบร้อนมากให้เพิ่มทีละ 50%

38. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดยาวหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ มักจะมี Performance ที่ไม่ดีเสมอ

39. สำหรับคนขายของออนไลน์จะขายดีช่วงวันที่ 25 – 15 ของแต่ละเดือน ดังนั้นอย่าเอาตัวเลขหลังวันที่ 15 – 24 ไปเทียบกับชวงที่ขายดี

40. หากคุณพึ่งเริ่มต้นธุรกิจ และไม่ได้มีการทำแบรนด์ดิ้ง หรือการสร้างแบรนด์ที่ดี อย่าพึ่งลงโฆษณา Facebook

41. หากคุณมีงบลงโฆษณาเดือนละ 10,000 – 30,000 อย่าพึ่งจ้าง Freelance มาลงโฆษณาให้ คุณควรลองลงโฆษณาเองและดูผลลัพธ์เบื้องต้นสัก 1-3 เดือนก่อน หลังจากนั้นค่อยหาคนมาช่วยลงโฆษณา เพื่อดูว่าผลลัพธ์ของแคมเปญที่จ้างดีขึ้นหรือไม่

42. อย่าเอาผลลัพธ์เมื่อปีที่แล้วมาเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ ณ ปัจจุบัน เพราะต่อให้คุณมีความรู้ความสามารถเท่าเดิม แต่จำนวนผู้ลงโฆษณามากขึ้น มันจึงไม่สามารถนำตัวเลขเก่ามาเป็นตัวกำหนดการวัดผลในปัจจุบัน

43. อย่าเอาเงินเก็บทั้งหมดไปเรียนรู้ เพราะกระแสเงินสดสำคัญมาก และอย่าลงโฆษณาเกินตัว จงเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ

44. อย่าเชื่อข้อมูลที่ได้ยินจากคนอื่นมาทั้งหมด จงพิสูจน์ข้อมูลด้วยตัวคุณเอง

45. หาเพื่อนที่ชอบลงโฆษณา Facebook 5 คนและแลกเปลี่ยนความรู้ในการลงโฆษณาสัปดาห์ละครั้ง นี่คือหนทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในระยะยาว

46. ลงโฆษณาหลักพันได้กำไรหลักหมื่น ยากมาก ตลอดเวลาที่ผมทำมา 9 ปี ผมไม่เคยทำได้เลย และถ้าลงโฆษณา 100,000 ได้กำไรวันละ 20,000 ก็ดีใจแล้ว เพราะเราได้กำไรวันละ 20% (มากกว่าการลงทุนหลายรูปแบบ) แถมยังได้ Brand Awareness เพิ่มขึ้นด้วย

47. ทันทีที่คุณเริ่มลงโฆษณา Facebook คุณจะล้มเหลว และล้มเหลวไปเรื่อยๆ หากคุณไม่มีเงินสำรองในการทดสอบอย่าพึงลงโฆษณา Facebook เพราะคุณมีโอกาสล้มเหลวถึง 6 เดือน

48. ทุกครั้งที่เปิดบัญชีโฆษณาใหม่และเริ่มลงโฆษณาวันแรกๆคุณมักจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีเสมอ อาจเป็นเพราะ Facebook ต้องการส่ง Audience ที่ดีที่สุดให้กับคุณ

49. ติดตั้ง Google Analytics และ UTM ต่างๆเอาไว้ เพื่อที่คุณจะได้สามารถตรวจเช็คข้อมูลต่างๆได้อย่างแม่นยำ

50. หากงบน้อยหรือพึ่งเริ่มรันแคมเปญให้เลือก Conversion Window 7 Days และหากเริ่มเรียนรู้ไปสักพักนึงแล้วให้เปลี่ยนเป็น 1 Day และการนับค่า Conversion ของ Facebook และ Google ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องซีเรียสมากลงโฆษณา Platform ไหน วัดค่า Platform นั้น Facebook นับ First Click แต่ Analytics นับ Last Click (ไม่ชัวร์ว่าตอนนี้ปรับหรือยัง)

พักสายตาแป๊บ..

พร้อมแล้วมาต่อกันเลย

51. หลายคนไม่ติด Pixel และ Event ต่างๆบนเว็บไซต์ พอไม่ติด Pixel ทำให้บัญชีโฆษณาไม่ได้เรียนรู้ข้อมูลต่างๆ และท่านสูญเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำให้ Pixel โตขึ้น

52. ไม่วางแผนการทำ Follow Up เช่นสินค้าของท่านคนจะตัดสินใจซื้อภายในกี่วัน หากเป็นสินค้าราคาไม่เกิน 500 บาท หลายคนจะสามารถตัดสินใจซื้อได้ภายใน 5 วัน แต่หากเป็นสินค้าราคาแพงคนอาจใช้เวลาตัดสินใจ 30 วัน ดังนั้นเวลาทำ Follow Up หรือ Retargeting ให้เลือกจำนวนวัน ไม่ต้อง Retargeting ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นอาจเปลืองงบค่าโฆษณาไปกับคนที่ไม่ใช่

53. Story บน Instagram เป็นพื้นที่โฆษณาที่ถูกมากและมีประสิทธิภาพในการสร้างแบรนด์ และ Brand Recall

54. หากคุณทำธุรกิจแฟชั่น Instagram เป็นแหล่งทองคำสำหรับคุณ รวมถึงการให้ Influencer ช่วยทำวิดีโอไม่นานมากและกด Swipe Up เข้าหาแบรนด์ของคุณ

55. หากมีรายชื่อหรือฐานลูกค้าจากออฟไลน์อยู่แล้ว การอัพโหลดฐานข้อมูลทั้งอีเมลล์และเบอร์โทรศัพท์มือถือคู่กัน จะทำให้การ Matching ง่ายขึ้นและได้ึกลุ่ม Custom Audience มากที่สุด (อาจสูงถึง 90%)

56. หากคุณขายสินค้าที่เป็นเครื่องมือแพทย์ สินค้าอุตสาหกรรม Facebook เหมาะไว้ทำการ Retargeting หรือ Remind กลุ่มลูกค้าของคุณ แต่อาจจะไม่เหมาะกับ Cold Audience หรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้มีความต้องการ

57. หยุดโฟกัสที่การปรับแต่งโฆษณา และข้อมูลทั้งหมดบน Facebook แต่ไม่ปรับแต่งเว็บไซต์หรือ Funnel ให้มีประสิทธิภาพ

58. หากคุณโฟกัสการปรับแก้เว็บไซต์ของคุณ โดยปัจจุบันมี Conversion Rate 1% (อัตราคนที่เข้ามาบนเว็บไซต์และกดสั่งซื้อสินค้า) และคุณปรับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นจนทำ Conversion Rate เป็น 2% ผลงานของคุณไม่ได้ดีขึ้น 1% แต่ผลลัพธ์ของคุณจะดีขึ้น 100% ดังนั้นค่าโฆษณาจะถูกลงครึ่งนึงทันที

59. หลายคนปรับเว็บไซต์จากความน่าจะเป็นหรือความรู้สึก ไม่ได้มีการทำทดสอบ โดยเราต้องทดสอบทั้ง Head Line, Image และการเขียนคอนเท้น เวลาทดสอบต้องทดสอบทีละส่วนเช่น และสามารถใช้โปรแกรม HotJar.com ในการช่วยดู Heat map ได้ (ดูว่าคนเข้ามาเว็บไซต์เรามีพฤติกรรมอย่างไร)

60. หลายครั้งเราไม่ลงโฆษณาแบบ Conversion ลงแต่ให้คนทักข้อความมาหา ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป หลายคนสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ และ Facebook มีข้อมูลจาก Pixel บนเว็บไซต์ชั้นนำต่างๆทั้ง Lazada, Shoppee และเว็บไซต์ชั้นนำอื่นๆมากมาย

61. หลายครั้งเราไม่ใช้ Micro Influencer รีวิวสินค้าลงบน YouTube และ Blogger หากคุณขายสินค้าราคาเกิน 500 บาทขึ้นไป หลายคนเห็นโฆษณาบน Facebook แล้วจะไปค้นดูรีวิวจาก YouTube และ Google ต่อ

62. หากพึ่งเริ่มต้นทำแบรนด์อย่าเน้นจ้าง Influencer รีวิวบน Facebook เพราะรีวิวแล้วจะหายไป ให้รีวิวทาง Blog หรือ YouTube และแชร์มาที่ Facebook เวลากลับมาค้นหาจะได้ค้นเจอ และปัจจุบัน Organic Reach ลดลงมาก

63. หลายคนไม่เข้าใจวัฐจักร 3 ช่วง ของการลงโฆษณา Facebook โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงดังนี้ การทดสอบ การขยาย และการรวบรวม

64. ช่วงทดสอบต้องทดสอบหา Winning Audience (กลุ่มเป้าหมายที่ทำเงิน), Winning Image (รูปภาพที่ทำเงิน), Winning Copywriting (ข้อความที่ทำเงิน)

65. ช่วงขยายสามารถเพิ่มเพิ่มงบในแบบ Horizontal หรือ Vertical ได้ หารเพิ่มแบบ Horizontal คือการเพิ่ม Ad Set ใหม่เข้าไปและทำให้ได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ การเพิ่มงบแบบ Vertical การเพิ่มงบจากกลุ่มเป้าหมายเดิม

66. ช่วงรวบรวมเมื่อทดสอบมาสักพักและขยายงบมาระดับนึงให้ทำการรวบรวมไว้ในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน และเพิ่ม Content ใส่เข้าไป

67. หลายครั้งเรากำหนดงบประมาณผิด เช่นมีงบน้อยแต่ไปเลือกกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง หากคุณมีงบน้อยให้เลือกกลุ่มเป้าหมายแคบ และอย่าใช้โฆษณาหลายชิ้น แต่หากคุณมีงบเยอะคุณต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายกว้างและเตรียมโฆษณาไว้หลายชิ้น เพื่อป้องกัน Ad Fatigue หรือการเหนื่อยล้าของโฆษณา

68. หลายคนเข้าใจว่าจะลงโฆษณา Facebook ต้องเปิดหลายๆบัญชี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะไม่งั้นจะนำส่งโฆษณาได้ไม่มีประสิทธิภาพ จริงๆแล้วช่วงเปิดแคมเปญใหม่ มักจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ เพราะ Facebook จะนำส่งค่าโฆษณาไปหากลุ่มเป้าหมายที่ดีที่สุดในช่วงเริ่มต้น (สมมติฐานจากการลงโฆษณามา)

69. อย่าใส่ใจเรื่องการเลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ให้ Overlap หรือการเลือก Target ซ้ำกันมากเกินไป ในช่วงทดสอบ หรือใส่ Interest หลายกลุ่ม เพราะหากใส่หลาย Interest ในช่วงทดสอบ เราจะไม่ไม่สามารถบอกได้ว่า Ad Group ไหนชนะ ตอนทดสอบให้ทำการเลือก Interest เดียวต่อ 1 Ad Group เพื่อที่จะได้แยกผลลัพธ์ออก

70. หากคุณไม่สามารถทำ Conversion ได้ 50 ครั้งต่อสัปดาห์ Pixel ของคุณจะไปหาคนที่ใช่มาให้คุณได้ไม่แม่นยำ เท่ากับคนที่มี Conversion มากกว่า 50 ครั้งต่อสัปดาห์ ดังนั้นคุณสามารถเลือก Event ที่ Conversion ไม่ได้แพงมากเช่น Add to Cart หรือ Lead

71. เวลาลงโฆษณาคนที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือความสนใจไม่เหมือนกัน และคนที่ใช้มือถือระหว่างเชื่อมไวไฟกับ 3G ความสนใจก็ต่างกันเช่นกัน คนใช้คอมพิวเตอร์เล่น Facebook กับมือถือต่อไวไฟตอนอยู่ที่ทำงานและที่บ้าน จะมีสมาธิในการดูข้อมูลต่างๆมากกว่าคนที่ใช้มือถือแต่ไม่ได้ต่อสัญญาณไวไฟ เพราะเค้าอาจนั่งมอเตอร์ไซค์ หรือรถไฟฟ้าอยู่

72. ช่วงเวลาที่ขายสินค้าดี คือช่วงเวลาทำงาน และตอนพักเที่ยงกับหกโมง – ถึงสองทุ่ม คนจะสั่งสินค้าลดลง เพราะกำลังเดินทางกลับบ้านหรือพักผ่อนหย่อนใจ

73. Facebook เป็น Social Platform ที่ทรงพลังกว่า YouTube เพราะเราจะ Log In Facebook ตลอดเวลา แต่เราจะไม่ค่อย Log In YouTube ทำให้การเข้าถึงคนของ Facebook แม่นยำกว่า แม้ว่า YouTube อาจจะดึงข้อมูลจาก Gmail หรือข้อมูลอื่นๆจาก Google มาใช้ก็ตาม

74. วันศุกร์ – วันเสาร์ ยอดสั่งซื้อสินค้าจะลดลงเพราะคนเตรียมไปบันเทิง เราสามรถเบางบช่วงนี้และเปิด Retargeting ไว้อย่างเดียวก็ได้ พอวันอาทิตย์หลังเที่ยงค่อยกลับมาเปิดแคมเปญใหม่

75. ไม่ต้องกังวลว่าถ้าเปิดปิดแคมเปญบ่อยแล้วระบบจะรวน เราสามารถเปิดปิดหรือเบางบเพิ่มงบได้ หรือแม้แต่ตั้งกฎใน Facebook ให้ช่วยดำเนินการได้

76. เลือกกลุ่มเป้าหมายเหมือนกัน 100% ในบัญชีโฆษณาเดียวกัน ทำให้เกิดการแข่งขันกันเองและนำส่งโฆษณาได้ไม่มีประสิทธิภาพ

77. อย่ามัวแต่ปรับ Interest หรือเทคนิคต่างๆ และไม่ให้ความสำคัญกับ Offer หรือข้อเสนอที่ทำให้คนสนใจคลิกเข้าไปดูสินค้าของคุณ หรือทักไปหาคุณ

78. มีคนลงโฆษณาหลายคนที่ไม่ได้มีเทคนิคที่สูงมาก แต่เค้ามี Offer ของธุรกิจที่ดี ทำให้สามารถขายสินค้าได้มากมาย ในขณะที่บางคนลงโฆษณาเก่งมาก แต่ทำแบรนด์หรือทำข้อเสนอไม่ดี ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

79. สำรวจคู่แข่งเสมอ ทุกสัปดาห์ และใช้ Google Alert ในการ Monitor แบรนด์เราและของคู่แข่งขัน

80. กลุ่มเป้าหมาย ข้อความ และวิดีโอมาบรรจบกันจะมีค่าเท่ากับ ลูกค้า

81. Lookalike คือฟังก์ชั่นที่ให้ AI ของ Facebook ช่วยค้นหาคนที่มีลักษณะแบบที่เราต้องการมาให้ ดังนั้นหากอยากให้ Facebook ช่วยหาลูกค้ามาให้ อย่าสร้าง Lookalike จากคนที่เข้าชมเว็บไซต์ หรือคนที่ส่งข้อความมาหาเรา เพราะ 100 คนทัก 10 คนซื้อ หากเราทำ Lookalike จากคนที่ชอบส่งข้อความมาหาเรา เรากำลังบอก Facebook ว่าไปหาคนที่ชอบทักแต่ไม่ชอบซื้อมาให้เราหน่อย

82. หลายครั้งเราเห็นคนที่ลงโฆษณาแบบ Messenger แล้วขายดี แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจกันก็คือแบรนด์เหล่านั้นมักจะทำ Content ที่ดีและน่าสนใจมาก หรือมีข้อเสนอที่น่าสนใจไม่ใช่ทำดีแค่การลงโฆษณาแบบ Message อย่างเดียว แต่หากท่านลองดูข้อมูลจากการลงโฆษณาแบบข้อความหรือขายผ่านไลน์จะเห็นได้ว่าตอนนี้ขายยากขึ้น

83. หลายครั้งเลือก Objective ผิด อยากได้ยอดขายแต่ไม่เลือก Engagement หรือ Video View ซึ่ง Wordsteam เคยทดสอบมาแล้วและได้ยอดขายน้อยกว่า Conversion

84. หลายครั้งเราไม่ทำการทดสอบแอดโดยการโพสต์คอนเท้นปกติบน Fan Page ก่อน ซึ่งจะช่วยเราประหยัดเงินไปเยอะมาก

85. หยุด Optimize Campaign จากล่างขึ้นบน แต่ให้ Optimize จากบนลงล่าง แคมเปญ >> กลุ่มโฆษณา >> โฆษณา

86. หลายครั้งไม่เข้าใจเรื่อง Ad Fatigue หรือความเหนื่อยล้าของโฆษณา ว่าเราควรเปลี่ยนโฆษณาเมื่อเข้าถึงกลุ่ม 70% พอไม่เข้าใจเลยไปหาทางแก้แบบอื่นๆเช่นการโคลนบัญชี

87. Lead Ads หรือ Messenger Ads จะถูกกว่าการลงโฆษณาแบบ Conversion คุณภาพของกลุ่มเป้าหมายจะแตกต่างกัน

88. เวลาลง Lead Ads โดยมาก 20% จะเป็นรายชื่อที่ไม่มีคุณภาพ หรือติดต่อไม่ได้ เพราะว่าลูกค้าอ่านข้อมูลน้อย หรือบางครั้งเกิดอาการมือลั่นแบบพี่แจ๊ส สปุ๊กนิค

89. อัตราการปิดการขายหรือ Conversion Rate ในการโทรไปปิดการขายของ Lead Ads น้อยกว่า Website Conversion เสมอ

90. ไม่เข้าใจว่าควรวางกลุยทธ์จะทำเป็น Laser Targeting หรือ Short Gun Strategy หากวันนี้คุณลงโฆษณามากกว่าวันละ 1 แสนบาท ผมแนะนำให้ลองไปลงทะเบียนเรียนกับ Tim Burd ดู

91. การลงโฆษณา Conversion ก็ได้คนทักข้อความมาหาเช่นกัน

92. ทดสอบกลุ่มเป้าหมายน้อยเกินไป และไม่เตรียมกลุ่มสำรองเอาไว้

93. CBO Strategy หรือการทำ Campaign Budget Optimization จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 40% ถ้าทำถูกต้อง ซึ่งวันที่ 12 กันยายนนี้ Facebook จะปรับระบบเป็นรูปแบบนี้ทั้งหมด

94. เราควารทดสอบ Dynamic Creative Ads ว่ารูปภาพหรือข้อความไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด (เป็นฟังก์ชั่นที่เราสามารถเพิ่มรูปและข้อความได้หลากหลายและให้สลับสับเปลี่ยนอัตโนมัติ

95. ใช้ Split Test ของ Facebook ในการทดสอบกลุ่มโฆษณาหรือ Creative แต่ความจริงแล้ว Facebook จะนำส่งโฆษณาไปโดยดู CPM ว่าตัวไหนถูกที่สุด หากต้องการทดสอบให้เปิดแยกเลยและกำหนดงบให้แต่ละกลุ่มโฆษณา หรือ Creative แต่ละตัว

96. อย่าใจร้อนเพิ่มงบหรือเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป เพราะบางครั้งต้องใช้เวลา

97. ยอด Follower มีไว้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ปัจจุบันฟังก์ชั่นนี้ไม่ได้จำเป็นแล้ว คุณควรให้คนกด Follow จากโฆษณา Conversion หรือ Engagement เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะมีคนติดตามเยอะๆ แต่เค้าไม่ได้ต้องการติดตามคุณจริงๆ และถ้าคุณลงโฆษณารูปแบบอื่น คุณก็จะได้คนติดตามเหมือนกัน และเป็นคนติดตามที่มีคุณภาพ รวมถึงสามารถประเมิณ Engagement ได้อย่างแม่นยำ

98. หนึ่งในความเข้าใจผิดคือคนไทยเป็นประเทศที่สั่งสินค้าผ่านทางแชทไม่สั่งทางเว็บไซต์ จริงๆแล้วทางอาเซียน เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมแบบนี้และชอบการจ่ายเงินแบบ COD แต่เมื่อตลาดพัฒนามากขึ้นคนจะสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์มากขึ้น

99. ช่วงเริ่มต้นให้ดูรีพอร์ตและตัวเลขบ่อยๆ จนเริ่มวิเคราะห์เป็น เพราะธุรกิจของคุณ คุณต้องคอยดูตัวเลข

100. การขายของผ่านแชทคืออดีต ..ปัจจุบันคือเว็บไซต์.. อนาคตคือ Sales Funnel

ขอบคุณ http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,424564