ทำไมประเทศส่วนใหญ่ต้องไปฝากทองที่อเมริกา?
ประเทศส่วนใหญ่มักจะเก็บไว้ที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) ซึ่งถือเป็นที่เก็บทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เหตุผลหลักๆ แบ่งได้เป็น 3 ปัจจัยสำคัญ..
1. ประวัติศาสตร์และความปลอดภัย (The Safety Factor)
ในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศในยุโรปหลายแห่งกังวลว่าทองคำของตนจะถูกนาซีเยอรมันยึดครอง จึงรีบขนทองคำลงเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปฝากไว้ที่สหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าเป็น “Safe Haven” หรือพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพราะอยู่ไกลจากสมรภูมิหลัก
2. ความสะดวกในการแลกเปลี่ยน (Liquidity and Trading)
นิวยอร์กคือศูนย์กลางการเงินโลก การที่ทองคำวางกองอยู่ในที่เดียวกันทำให้การ “โอนสิทธิ์” ทำได้ง่ายมาก
-
สมมติว่าประเทศ A ต้องการขายทองให้ประเทศ B ถ้าทองอยู่ที่นิวยอร์กทั้งคู่ พนักงานแค่เข็นรถเข็นย้ายทองจากกรงของประเทศ A ไปยังกรงของประเทศ B ในชั้นใต้ดินเดียวกัน
-
วิธีนี้ช่วยประหยัดค่าขนส่งมหาศาล และลดความเสี่ยงที่ทองจะสูญหายหรือถูกปล้นระหว่างทาง
3. ระบบ Bretton Woods (The Gold Standard Era)
หลังจบสงครามโลก มีการตกลงใช้ระบบ Bretton Woods ซึ่งกำหนดให้เงินสกุลต่างๆ ผูกค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์ก็ผูกไว้กับทองคำอีกที (ในอัตรา $35 ต่อออนซ์ในสมัยนั้น)
-
สหรัฐฯ จึงกลายเป็น “คลังทองของโลก” โดยปริยายเพื่อให้ระบบนี้ดำเนินไปได้ แม้ปัจจุบันระบบนี้จะล่มสลายไปแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานและความไว้วางใจยังคงอยู่
10 ประเทศ ที่สำรองทองคำไว้มากที่สุด 10 อันดับ..ไทยอยู่ที่อันดับเท่าไร?
สถานการณ์ปัจจุบัน: เทรนด์การดึงทองกลับ (Repatriation)
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนใจ เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ หรือตุรกี เริ่มทยอยขนทองคำกลับประเทศตัวเอง เนื่องจาก..
-
ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์: กลัวว่าหากเกิดความขัดแย้งกับสหรัฐฯ อาจถูกอายัดทรัพย์สิน (เหมือนที่รัสเซียโดน)
-
ความต้องการความมั่นคงภายใน: อยากอุ่นใจว่ามีสินทรัพย์จริงอยู่ในบ้านตัวเองในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน
เกร็ดน่ารู้: ทองคำที่ฝากไว้ที่ Fed New York นั้น สหรัฐฯ ไม่ได้คิดค่าฝาก แต่จะคิดค่าธรรมเนียมเฉพาะตอนที่มีการ “เคลื่อนย้าย” ทองคำเท่านั้น